รถมือสอง

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นชิ้นส่วนรถยนต์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดซึ่งจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนทุกๆสองปีโดยประมาณ แต่หลายคนไม่รู้จักการทำงานของชิ้นส่วนนี้มากนัก ในบทความนี้เราได้แบ่งปันข้อเท็จจริงและเคล็ดลับเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่คุณจำเป็นต้องรู้ในฐานะเจ้าของรถยนต์   ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ แบตเตอรี่น้ำหรือแบตเตอรี่แห้ง ซึ่งตรงกันข้ามกับที่หลายคนมักเชื่อกันว่า แบตเตอรี่ทั้งหมดนั้นมีน้ำกรดในตัวอยู่แล้ว ซึ่งจุดที่แตกต่างกันคือแบตเตอรี่แบบต้องการการบำรุงรักษาและแบบไม่ต้องการการบำรุงรักษา แม้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์ที่ไม่ต้องบำรุงรักษาจะไม่จำเป็นต้องมีการเติมน้ำอิเล็กโทรไลต์เป็นครั้งคราว (ซึ่งแบตเตอรี่ที่ต้องการการบำรุงรักษานั้นต้องการ) แต่เจ้าของก็ยังคงต้องตรวจสอบขั้วต่ออย่างสม่ำเสมอเพราะอาจเกิดการผุกร่อนได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของแบตเตอรี่ชนิดนี้ก็คือไม่สามารถใช้งานได้นานเท่ากับแบตเตอรี่ที่ต้องการการบำรุงรักษา   แบตเตอรี่แบบเจล และ แบบแก้วดูดซับ (AGM) แม้ว่าแบตเตอรี่มาตรฐานในรถยนต์ประจำวันของคุณจะมีอายุการใช้งานประมาณสองปี แต่มีแบตเตอรี่รถยนต์อีกสองประเภทที่สามารถใช้งานได้นานถึงห้าปี แบตเตอรี่เหล่านี้เรียกว่าแบตเตอรี่แบบเจลเซลล์ (Gel Cell) และ แบบแก้วดูดซับ หรือAbsorbent Glass Mat (AGM) ซึ่งแบตเตอรี่ประเภทนี้สามารถเก็บประจุได้ดียิ่งขึ้น ไม่เสื่อมอย่างง่ายดายและยังเก็บรักษาได้ดีกว่าด้วย แต่ประโยชน์ทั้งหมดนี้ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำโดยทั่วไปถึงสองเท่าหรือมากกว่านั้น   เคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ พยายามจอดรถในร่มให้มากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนขึ้น แบตเตอรี่ในรถยนต์ของเราจึงอยู่ได้นานเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ในอุณหภูมิที่เย็นกว่า ทำไมนะหรอ? เพราะความร้อนช่วยลดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์โดยการเร่งปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่และเพิ่มการคายประจุภายใน ดังนั้นเพื่อรักษาอายุการใช้งานแบตเตอรี่ รถยนต์ของคุณควรจอดในที่ร่มให้บ่อยขึ้น   ถอดปลั๊กแบตเตอรี่หากคุณไม่อยู่ในช่วงวันหยุด คุณเคยไปเที่ยวแล้วกลับมาพบว่ารถสตาร์ทไม่ติดหรือเปล่า? เราก็เคยประสบปัญหาแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ครั้งต่อไปก่อนที่คุณจะไปเที่ยวในวันหยุด เพียงแค่ถอดปลั๊กขั้วลบ (ที่หุ้มสายเคเบิลสีดำ) บนแบตเตอรี่รถยนต์ หากคุณกังวลเกี่ยวกับสัญญาณเตือนรถและระบบรักษาความปลอดภัยที่จะถูกปิดใช้งานหลังจากที่คุณถอดปลั๊กแบตเตอรี่ คุณอาจจะขอให้เพื่อนบ้านช่วยสตาร์ทรถให้คุณวันเว้นวันก็ได้   คุณไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่หมดได้! คนขับหลายคนอาจคิดว่าแบตเตอรี่รถยนต์ที่หมดไปแล้วสามารถชาร์จใหม่ได้โดยการขับรถวนไปรอบ …

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ Read More »

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 3)

ในบทความที่หนึ่งและสองของไฟสัญญาณเตือนและส่วนประกอบของไฟแสดงสถานะต่างๆ เราได้รวบรวมสัญลักษณ์พื้นฐานที่มักพบเห็นได้บ่อยรวมถึงในระบบรถยนต์ขั้นสูง ในตอนที่สามนี้เราจะเจาะลึกเกี่ยวกับสัญลักษณ์ที่เห็นได้ในเครื่องยนต์ดีเซล รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ และยานยนต์สมัยใหม่ที่มีระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน หรือ active safety   ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control Indicator) คุณอาจจะจำสัญลักษณ์นี้ได้ซึ่งมาจากสัญลักษณ์ระบบควบคุมความเร็ว หรือ Cruise Control จากในบทความที่ 2 บางครั้งสัญลักษณ์ของระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ จะแสดงด้วยตัวอักษร ACC และทำงานในลักษณะเดียวกันกับระบบควบคุมความเร็วทั่วไป ซึ่งความแตกต่างมาจากเซ็นเซอร์เรดาร์ที่อยู่ด้านหน้าของรถที่จะปรับความเร็วหากรถคันหน้าชะลอตัว   ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) สัญลักษณ์นี้แสดงด้วยรูปถ้วยกาแฟ ระบบจะตรวจจับและแจ้งเตือนคนขับหากตรวจพบว่าเกิดการสูญเสียการควบคุมพวงมาลัยหรือ       ความสามารถในการควบคุมลดลง แสดงว่าผู้ขับขี่อาจง่วงนอนหรือสูญเสียการโฟกัสไปยังท้องถนน   สัญญาณเตือนพวงมาลัยเพาเวอร์ (Power Steering Warning) โดยปกติแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจะมีการแจ้งให้ผู้ขับทราบว่ารถมีระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ที่ต่ำลง ให้คุณตรวจสอบระดับของเหลวและเติมให้เต็มหากจำเป็น สำหรับรถยนต์สมัยใหม่ที่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ ไฟฟ้าสัญลักษณ์นี้อาจแสดงด้วยตัวอักษร EPS (Electric Power Steering) หากเกิดเหตุการณ์นี้ให้ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่เนื่องจากอาจเกิดข้อผิดพลาด ให้รีบดำเนินการติดต่อศูนย์บริการของคุณเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น   ระบบช่วยนำรถเข้าจอด (Parking Assist Indicator) รถยนต์สมัยใหม่ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จะมีเซ็นเซอร์รอบด้านเพื่อช่วยในการจอดรถในที่แคบ …

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 3) Read More »

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 2)

ในบทความแรกของบทความทั้งสาม เราจะนำเสนอสัญลักษณ์พื้นฐานที่สำคัญและพบเห็นได้บ่อยในรถยนต์ส่วนใหญ่ และในบทความที่สองนี้จะครอบคลุมถึงสัญลักษณ์ที่มักพบเห็นได้บ่อยในระบบขั้นสูงของรถยนต์   สัญลักษณ์ช่วยเบรก (Brake hold) ไฟแสดงสถานการพักเบรกจะติดขึ้นเพื่อแสดงว่าระบบกำลังใช้เบรกโดยอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง คุณลักษณะนี้มีประโยชน์สำหรับการขับในแนวลาดเอียงเพื่อป้องกันไม่ให้รถไหลถอยหลังเมื่อปล่อยเบรก และระบบจะหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบคันเร่ง   สัญลักษณ์การล็อกอัตโนมัติ (Automatic shift lock) สัญลักษณ์นี้พบได้ทั่วไปในรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไฟแสดงสถานะการล็อกเกียร์อัตโนมัติจะสว่างขึ้นเพื่อแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบว่าจำเป็นต้องเหยียบเบรกเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือเพื่อทำให้เกียร์ว่าง   สัญลักษณ์สตาร์ท-ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ (Start-Stop System) สำหรับรถยนต์ที่มีระบบสตาร์ท – ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ ระบบจะดับเครื่องยนต์เป็นช่วง ๆ เพื่อให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น ระบบโดยค่าเริ่มต้นจะไม่ทำงานเมื่อเครื่องยนต์ยังไม่ถึงอุณหภูมิในการทำงาน ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระบบให้สามารถปิดหรือเปิดได้ด้วยตนเอง   ระบบข้อมูลจุดอับสายตา (Blind spot information system) มักจะพบเห็นบนกระจกมองข้างของรถ สัญลักษณ์ระบบข้อมูลจุดบอด หรือ BLIS จะตรวจสอบยานพาหนะที่อยู่ด้านหลังทั้งด้านซ้ายและด้านขวาในระหว่างการขับขี่ ระบบจะสว่างขึ้นและเตือนผู้ขับขี่หากมีรถที่กำลังเข้ามาในจุดอับสายตาของคนขับ   ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise control system) เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ในการจำกัดความเร็วที่เห็นในรูปด้านบนนี้ ระบบจะทำให้ผู้ขับขี่สามารถกำหนดความเร็วคงที่ระหว่างการขับรถ คุณสมบัตินี้จะปิดโดยอัตโนมัติเมื่อเหยียบแป้นเบรก   ระบบจำกัดความเร็ว (Speed Limiter System) บางครั้งจะระบุด้วยตัวอักษร LIM …

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 2) Read More »

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 1)

คุณคงเคยเห็นไฟสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดของคนขับในทุกครั้งที่สตาร์ทรถ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่บางสัญญาณไฟเตือนจะปรากฏขึ้นโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งหากรู้ความหมายของสัญญาณไฟเหล่านี้ก็จะช่วยให้คุณสามารถระบุปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการขับขี่ของคุณได้ ในบทความทั้งสามนี้เราได้นำเสนอเกี่ยวกับแผงหน้าปัดและไฟสัญญาณเตือนยอดนิยม 30 รายการที่คุณอาจพบได้ในรถของคุณ ในส่วนของบทความแรกนี้ได้นำเสนอเกี่ยวกับสัญลักษณ์พื้นฐานที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มาดูกันเลย!   สัญญาณเตือนเบรก (Brake warning indicator) สิ่งนี้มักเกิดขึ้นเมื่อคุณใช้เบรกมือ หากไม่ได้กำลังใช้งานและไฟยังคงขึ้นมาในระหว่างการขับขี่ให้ดึงไปด้านข้างอย่างปลอดภัย สัญญาณไฟอาจหมายถึงหนึ่งในไม่กี่สิ่งนี้ เช่น ระดับน้ำมันเบรกต่ำ, ระบบ ABS มีปัญหา,ผ้าเบรกสึกหรือไฟเบรกหนึ่งหรือสองดวงดับ   ไฟเตือนระบบเครื่องยนต์ (Check engine light) ไฟเตือนระบบเครื่องยนต์เป็นส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบของรถยนต์ อาจหมายถึงความร้อนสูงเกินไป, แรงดันน้ำมันต่ำ, ฝาแก๊สหลวม, ปัญหาทางกลไกหรือปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจสอบทันที ในสถานการณ์เช่นนี้ รีบให้ช่างซ่อมรถของคุณตรวจสอบโดยเร็วที่สุดจะดีกว่านะ   อุณหภูมิน้ำหล่อเย็น (Coolant temperature) ไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นแสดงถึงเครื่องยนต์ที่ร้อนเกินไปเนื่องจากสาเหตุหลายประการรวมทั้งระดับน้ำหล่อเย็นต่ำ, ระบบน้ำหล่อเย็นมีปัญหาหรือการรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นในระบบ ในกรณีดังกล่าวให้หยุดรถในบริเวณที่ปลอดภัยและเปิดฝากระโปรงรถเพื่อทำให้เครื่องยนต์เย็นลง   ปัญหาเกี่ยวกับระบบแบตเตอรี่ (Battery problems) ไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่จะแสดงขึ้นเพื่อบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการชาร์จที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจหมายถึงแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถชาร์จได้ตามปกติหรือมีปัญหาเกี่ยวกับไดชาร์จ ทางที่ดีควรหยุดรถหรือขับรถไปหาช่างที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยเร็วที่สุดก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดสภาพและรถจะไม่สามารถขับต่อไปได้   ไฟเตือนแรงดันน้ำมัน (Oil pressure warning) หากสัญญาณไฟนี้แสดงขึ้นระหว่างการขับขี่คุณจะต้องค่อยๆหยุดรถเร็วที่สุด …

ไฟสัญญาณเตือน และสัญลักษณ์ที่รถคุณนั้น สำคัญไฉน? (ตอนที่ 1) Read More »

5 จุดตรวจสภาพรถเด่นๆ (จาก 175 จุด) ของ Carsome ที่คุณควรรู้

ด้วยบริการแบบครบวงจรของ Carsome ทำให้การขายรถมือสองของคุณนั้นเป็นเรื่องง่าย โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที หรือน้อยกว่านั้นเพื่อให้ผู้ตรวจสอบสภาพรถมืออาชีพและได้รับการรับรองของเราทำการตรวจเช็คสภาพรถ 175 จุดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนที่เราจะประเมินราคารถของคุณ ในบทความนี้ เราได้รวบรวมห้าจุดเด่นที่เป็นกุญแจในการประเมินสภาพรถของคุณ การตรวจสอบการใช้งานบนถนน–ระบบบังคับเลี้ยว หนึ่งในการตรวจสอบคือการตรวจสอบการบังคับเลี้ยวของรถยนต์ การบังคับเลี้ยวที่มีระยะฟรี (Free play) หรือระยะที่พวงมาลัยหมุนมากเกินไปจะเกิดขึ้นเมื่อสามารถหมุนพวงมาลัยได้หนึ่งนิ้วหรือมากกว่านั้นโดยที่ล้อไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ซึ่งถ้าหากไม่มีการบังคับเลี้ยวที่เที่ยงตรง ผู้ขับขี่จะไม่สามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งตามค่ามาตรฐาน การตอบสนองของพวงมาลัยควรรมีระยะฟรี (Free play) เพียงหนึ่งในสี่นิ้วเท่านั้น  การตรวจสอบช่วงล่าง– ยางแท่นเครื่อง (Engine Mounts) ยางแท่นเครื่อง (Engine Mounts) เป็นส่วนที่ยึดเครื่องยนต์เข้ากับฐานรถ หรือ แชสซีส์ (Chassis) ของรถยนต์ ซึ่งนอกเหนือจากการยึดเครื่องยนต์ให้เข้าที่แล้วยังมีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และให้การขับขี่ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่ยางแท่นเครื่องจะสึกหรอหรือแตกหักเนื่องจากอายุการใช้งานและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ สัญญาณเตือนว่ายางแท่นเครื่องจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแล้ว คือเมื่อมีเสียงและการสั่นสะเทือนมากเกินไปซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อส่วนประกอบอื่น ๆ ที่อยู่ใต้ฝากระโปรง   การตรวจสอบสภาพภายนอก – รอยตัดและรอยต่อของรถ จุดตรวจสภาพรถที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแชสซีสของรถ การตรวจสอบภายนอกทั้งรอยตัดและรอยต่อก็เพื่อตรวจสอบว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุหรือไม่และได้รับการซ่อมแซมในพื้นที่สำคัญแล้วหรือยัง   การตรวจสอบภายนอก – การดัดแปลงแชสซีส์หรือหมายเลขเครื่องยนต์ รถยนต์ที่เคยประสบอุบัติเหตุขั้นร้ายแรงจะได้รับการตรวจสอบหมายเลขแชสซีส์หรือหมายเลขเครื่องยนต์ เพื่อให้แน่ใจว่ารถที่ถูกซ่อมแซมไม่ได้ถูกทำเลียนแบบหรือฟื้นสภาพขึ้นมาจากการสูญเสียทั้งหมด …

5 จุดตรวจสภาพรถเด่นๆ (จาก 175 จุด) ของ Carsome ที่คุณควรรู้ Read More »

รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดของปี 2020 ที่คุณควรจับตามอง

เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องการที่จะผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆให้เลือกมากมาย บทความนี้ เราได้นำเสนอตัวเลือกอันดับต้น ๆ จากงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ (Bangkok International Motor Show) 2020 ที่เพิ่งผ่านมา มินิ คูเปอร์ เอสอี (MINI Cooper SE) คืออะไร: นิยามใหม่ของรถมินิ ที่ไร้การปล่อยมลพิษและเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของมินิ คูเปอร์   รุ่นต้นแบบ: คูเปอร์รุ่นปัจจุบัน   รายละเอียดที่คุณควรรู้: รถยนต์มินิ 3 ประตูซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคย มาพร้อมกับการเน้นสีเหลืองที่เห็นได้ชัดทั่วทั้งคันรถ ที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานและเป็นมิตรกับโลก   รายละเอียดสำคัญ: มอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 135 กิโลวัตต์และแรงบิด 270 นิวตันเมตรซึ่งคล้ายกับสิ่งที่คุณได้รับจาก BMW i3s ขนาดกะทัดรัด โดยรถใช้เวลาเคลื่อนที่จาก 0 ถึง 100 กม. / ชม. ใน 7.3 วินาทีเป็นต้นไปที่ความเร็วสูงสุด 150 กม. / …

รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดของปี 2020 ที่คุณควรจับตามอง Read More »